Brain Sports Edutainment

อบรมเชิงปฏิบัติการ Child's Coach "นวัตกรรมพัฒนาสติปัญญา 8 ด้าน"

Brain Sports Edutainment

อบรมเชิงปฏิบัติการ Child's Coach "นวัตกรรมพัฒนาสติปัญญา 8 ด้าน"

คุณพ่อคุณแม่จะให้ลูกเรียนหนังสือให้เก่งโดยการติว หรือควรพัฒนาสมองลูกก่อน

ความจำเป็นและสำคัญของพลศึกษา: 1. ข้อเท็จจริง(Fact) ● มีการศึกษาวิจัยแบบสหวิทยาการของ Dr.Sara Lazar,2011(https://youtu.be/m8rRzTtP7Tc) พบว่าสมองสีเทาบริเวณหน้าผากที่ควบคุมด้านความจำและการตัดสินใจเพิ่มขึ้น จาก 1. Meditation 2. Juggling ฝึกวันละ 30 นาทีติดต่อกัน 3 เดือน(Juggling เป็นการฝึกทักษะกลไกด้านการประสานงานของตาและมือทั้งสองข้าง ที่มีสอนในวิชา Motor Learning) และDr.John Ratey, 2012 วิจัยเรื่อง Run, Jump, Learn! How Exercise Can Transform Our Schools. (https://youtu.be/hBSVZdTQmDs) พบว่า นักเรียนออกกำลังตอนเช้า 35 นาทีก่อนเข้าเรียนทุกวัน มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ●● ก.ศธ โดยสพฐ.ไม่ได้รับนโยบายจากรัฐบาลในปี 2548(2005)ให้จัดการเรียนการสอนพลศึกษาหรือกีฬาในโรงเรียน 120 นาทีต่อสัปดาห์และจะต้องเพิ่มเป็น 180 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 2015(2558)ตามมติของการประชุมBangkok Agenda 2005 ที่UNESCOมอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 2.ความดี (Good) งานวิจัยใหม่ด้านระบบประสาทและสมองเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่นักวิจัยของแพทย์ระบบประสาทของมหาวิทยาลัยHarvard เป็นแบบสหวิทยาการและใช้กิจกรรมทักษะกลไกของพลศึกษาเป็นTreatment และใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น Pre-test และ Post-test ซึ่งแพทย์มีเครื่องมือ MRI scan ใช้ในการทำ Pre-testและPost-test ของกลุ่มทดลอง โดยทีสาขาพลศึกษาได้ผลสรุปที่เป็นประโยชน์จากกิจกรรมพลศึกษา ที่งานวิจัยทางการแพทย์ระบบประสาทมาสนับสนุนในเรื่อง"พลศึกษาคือการศึกษาแขนงหนึ่งที่ใช้การออกกำลังและกีฬาเป็นสื่อเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา" ที่สังคมและผู้ปกครองไม่เชื่อว่าพลศึกษาหรือกีฬาจะช่วยพัฒนาสติปัญญา แต่เป็นเรื่องกระโดดโลดเต้น สนุกสนานไม่เป็นประโยชน์ด้านการเรียน ☆☆☆ คณาจารย์และนศ.พลศึกษาควรได้ทราบและเรียนรู้เรื่องนี้กันทุกคน เพื่อจะได้เผยแพร่ให้สังคม ผู้ปกครองและนร.ได้ทราบและเข้าใจต่อไป 3. เป็นประโยชน์(Benefit) เรื่องนี้ไม่ใช่มารณรงค์ให้สังคมมาให้ความสำคัญกับวิชาพลศึกษา แต่.....จะบอกให้สังคมได้ทราบว่าการที่จะให้ลูกหลานไทยมีสติปัญญาที่ดีเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ที่จะเป็นทุนมนุษย์ (Human Capital)ที่มีคุณภาพเพื่อแข่งขันกับนานาประเทศทั่วโลก เด็กไทยทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาสมอง ที่ทุกท่านต่างทราบดีว่าสมองมีสองซีก ควบคุมสติปัญญา 8 ด้าน (พหุปัญญา: Multiple intelligence) มีศาสตร์"เดียว"ที่สามารถพัฒนาได้ศาสตร์นั้นคือ"พลศึกษา" ที่กล่าวมาคือประโยชน์ที่อยากให้ทุกคนทราบและตระหนัก

Testimonial: โรงเรียนสาธิตพหุปัญญา แห่งโพนไชยา

โรงเรียนบ้านนาแห้ว อ.นาแห้ว จ.เลย เริ่มโครงการตั้งแต่ปีปี 2560

หลักสูตรอบรม 2 วันสำหรับผู้ปกครอง (Kid's Coach)

อบรมที่บ้าน
อบรมกลุ่ม 10 คน (Co-Space)

กิจกรรมหน้าเสาธง Free hand exercise Credit: นศ.สาขาพลศึกษาปี 4 มรภ.เลย

Name*
Email address*
Message*

พัฒนาสมองเด็กไทยเตรียมสติปัญญา 8 ด้านภายใน 1 ปี

เรื่องที่ครูและผู้ปกครองควรทราบและจัดกิจกรรมได้

Welcome

to

Brain Sports Edutainment 

Hole in One 1 ใน 5 นวัตกรรมพัฒนาสมองสู่พหุปัญญา

กิจกรรมพัฒนาสติปัญญา 8 ด้าน วันละ 30 นาที เวลา 3 เดือน

กิจกรรมพลศึกษาที่ถูกสังคมไทยละเลย

I'เรื่องพลศึกษาเด็กปฐมวัยที่นักการศึกษาไทยมองข้าม ในพ.ศ.นี้มีหลักสูตร Kid High Scope เข้าสู่การปฏิบัติการแล้ว ......มีใครตระหนักหรือไม่ว่าแม้ว่าจะมีวิธีการรูปแบบการสอนเลอเลิศอย่างไร สิ่งสำคัญที่เป็น Fact คือ สมองทั้งสองซีกที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสติปัญญา 8 ด้าน(Multiple intelligences ของ Howard Gardner) ที่มีงานวิจัยของ #SarLazar2011 และ #JohnRatey2012 ข้อคิดเห็น: ควรมีการศึกษาหรือไม่ว่าหลักสูตรการศึกษาเด็กปฐมวัยมีการฝึกสมองสองซีกด้วยกิจกรรมทักษะกลไกของมือและขาทั้งสองข้าง(Ambidextrous motor skills with hand and leg) มีการถอดบทเรียนวิกฤติการขาดครูพลศึกษาในระดับPrimary School ของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 20 ปีที่แล้วหรือไม่? เรื่องนี้สำคัญต่อเด็กปฐมวัย ประถมและมัธยมทั้งประเทศในปัจจุบัน ที่จะเป็นทุนมนุษย์ (Human Capital)ที่มีคุณภาพในอีก 25-30 ปีm a paragraph. Click here to add your own text and edit me. I'm a great place for you to tell your story and let your visitors know a little more about you.

 

นวัตกรรมกีฬากิจกรรมทักษะกลไกเพื่อพัฒนาสมองสู่พหุปัญญาในศตวรรษที่ 21

Iนวัตกรรมกีฬากิจกรรมทักษะกลไกเพื่อพัฒนาสมองสู่พหุปัญญาในศตวรรษที่ 21 ทฤษฎี งานวิจัยด้านการพัฒนาสมองสองซีกสู่พหุปัญญา จุดประสงค์ 1 รู้และเข้าใจทฤษฎี และผลงานวิจัยด้านการพัฒนาสมอง 2. สามารถปฏิบัติทักษะกลไกขั้นพื้นฐานได้ถูกต้อง เหมาะสม 3. รู้และเข้าใจสมองสองซีกกับทักษะกลไก 4. รู้และเข้าใจสมองสองซีกกับพหุปัญญา 5. รู้และเข้าใจการพัฒนาสมองทักษะกลไกสู่พหุปัญญา ผลที่คาดหวัง 1. เข้าใจทฤษฎีพหุปัญญาและสมองสองซีกได้อย่างถูกต้อง 2. นำทักษะกลไกพื้นฐานไปปฏิบัติได้ถูกต้อง 3. เข้าใจทักษะกลไกพื้นฐานและสมองสองซีกมากขึ้น 4. สามารถนำทักษะกลไกไปใช้พัฒนาสมองสู่พหุปัญญาได้ถูกต้อง 5. สามารถนำทฤษฎี งานวิจัยการพัฒนาสมองสองซีกสู่พหุปัญญาไปปฏิบัติได้ BBL 1. การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain – Based Learning : BBL) การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เป็นการนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมองและระบบการทำงานของสมองมาใช้ในการออกแบบจัดกระบวนการเรียนรู้ให่สอดคล้องกับพัฒนาการจของสอมงแต่ละช่วงวัย เพื่อก่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย โดยมีที่มาจากศาสตร์การเรียนรู้ 2สาขา คือ ความรู้ทางประสาทวิทยา (Neuroscience) อธิบายถึงความคิดและจิตใจของมนุษย์เชื่อมโยงกับทักษะการเรียนรู้ คือความสามารถในการเรียนรู้ ความชำนาฐความเข้าใจและความจำ ซึ่งการนำองค์ความรู้ทั้ง 2 สาขามารวมกันทำให้เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้ ตั้งอยู่บนฐานปัจจัยที่ทำให้สมองมีการเปลี่ยนแปลง และสมองมีปฏิกิริยาตอบรับการเรียนรู้ โดยจัดกิจกรรมระหว่างผู้เรียนและผู้สอน รวมทั้งการออกแบเครื่องมือต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ การจดจำ และมีความสามารถในการใช้เหตุผล และมิติสัมมพันธ์ (เกศสุดา ใจคำ 2552 : 62-70) สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่จัดเป็นส่วนกลางของระบบประสาท ทำหน้าที่ควบคุมและสั่งการเคลื่อนไหว รักษาความสมดุลในร่างกาย ซึ่งการทำงานของสมองเกี่ยวกับการรับรู้ อารมณ์ การจดจำทางความคิด และเรียนรู้การเคลื่อนไหว สมองประกอบด้วยเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัว ถึง 12 พันล้านตัว แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่า แอกซอน (Axon) และเดนไซรต์ (Dendrite) สมองจะเกิดการเรียนรู้ได้เมื่อเซลล์สมอง 2 ตัว ส่งผ่านข้อมูลติดต่อซึ่งกันและกัน โดยข้อมูลจะส่งจากเซลล์สมองตัวส่งผ่านทางสายใยส่งข้อมูลแอกซอน แอกซอน (Axon) ไปยังสายใยรับข้อม฿ลและเดนไซรต์ (Dendrite) ของเซลล์ประสาทตัวรับ โดยจะมีจุดเชื่อมซินแนปส์ (Synapse) 1.1 โครงสร้างสมองและสารเคมีในสมอง 1.1.1 โครงสร้างสมอง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษา ได้แบ่งโครงสร้างสมองออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) สมอง ส่วนแรก อาร์เบรน (R-brian) หรือ เรปทิเลียนเบรน (Reptilian brain) แปลว่ามาจาก สัตว์เลื้อยคลาน หรือ สมอง สัตว์ชั้นต่ำ ซึ่ง ดร.ไพรบรัม แนะนำว่า เราควรจะเรียก เรปทิเลียนเบรน หรือ สมอง ของ สัตว์เลื้อยคลาน ว่า คอร์เบรน (Core brain) หรือแกนหลัก ของ สมอง คือ สมอง ที่อยู่ที่ แกนสมอง หรือ ก้านสมอง นั่นเอง มีหน้าที่ ขั้นพื้นฐาน ที่ง่ายที่สุดเกี่ยวกับ การเต้นของหัวใจ การหายใจ ทําหน้าที่ เกี่ยวกับ ประสาทสัมผัส และสั่งงานให้ กล้ามเนื้อ มีการเคลื่อนไหว สมอง ส่วนนี้ยังรับ และเก็บข้อมูล เกี่ยวกับ การเรียนรู้ จาก สมอง หรือ ระบบประสาท ส่วนถัดไป และทําให้เกิดเป็น ระบบตอบโต้อัตโนมัติ ขึ้นทําให้เรามี ปฏิกิริยาอย่างง่ายๆ ปราศจาก อารมณ์ ปราศจาก เหตุผล เช่น สัญชาตญาณ การมีชีวิตอยู่เพื่อ ความอยู่รอด ความต้องการอาหาร ที่พักอาศัย 2) สมอง ส่วนที่สองเรียกว่า ลิมบิกเบรน (Limbic brain) หรือ โอลด์แมมมาเลียนเบรน (Old Mammalian brain) คือ สมอง ของ สัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม สมัยเก่า ก็คือ สมอง ส่วน ฮิปโปแคมปัส เทมโพราลโลบ และบางส่วนของ ฟรอนทอลโลบ ซึ่งมีหน้าที่ เกี่ยวกับ ความจำ การเรียนรู้ พฤติกรรม ความสุข อารมณ์ขั้นพื้นฐาน ความรู้สึก เช่น ชอบ ไม่ชอบ ดี ไม่ดี โกรธ หรือ มีความสุข เศร้า หรือ สนุกสนาน รัก หรือเกลียด สมอง ส่วนลิมบิก จะทําให้คนเราปรับตัวได้ดีขึ้น มีความฉลาดมากขึ้น และสามารถเรียนรู้โลกได้ กว้างขึ้น เป็นสมอง ส่วนที่สลับซับซ้อน มากขึ้น ทําให้คนเรา มีความสามารถใน การปรับตัว ปรับ พฤติกรรมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ถ้าหากมี สิ่งกระตุ้น ที่ไม่ดีเข้ามา สมอง ส่วนนี้จะ แปลข้อมูล ออกมาเป็น ความเครียด หรือไม่มีความสุข 3) สมอง ส่วนที่สามเรียกว่า นิวแมมมาเลียนเบรน (New Mammalian brain) หรือสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมัยใหม่ คือสมองใหญ่ ทั้งหมด โดยเฉพาะบริเวณพื้นผิวของสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้ สติสัมปชัญญะ และรายละเอียดที่สลับซับซ้อน มีขนาดใหญ่ กว่าสมองอีก 2 ส่วนถึง 5 เท่าด้วยกัน สมองส่วนนี้เป็นศูนย์รวมเกี่ยวกับ ความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ การคํานวณ ความรู้สึก เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความรักความเสน่หา เป็นสมองส่วนที่ทำให้มนษุย์รู้จูกคิด หาหนทางเอาชนะธรรมชาติ หรือควบคุมสิ่งแวดล้อมในโลกนี้ การทำงานของสมองจะทำงานกันเป็นกลุ่ม คือ เซลล์ประสาทจะรวมกันเป็นกลุ่มแลฃ้วทำหน้าที่หนึ่งอย่าง เซลล์ประสาทเหล่านี้จะติดต่อถึงกัน ทำให้เกิดการทำงาน มีกระแสไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากการทำงานและกระแสไฟฟ้านี้หยุดไป เซลล์ประสาทก็จะตายและจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นใยประสาทของเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ที่ติดต่อถึงกันที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพลังงานกันก็จะตายไปด้วยกัน สำหรับสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิด จะมีการจัดเรียงตัวของกลุ่มเซลล์ประสาทเป็นล้านๆ กลุ่ม ซึ่งจะติดต่อถึงกันด้วยเส้นฝยประสาท โดยเซลล์ปประสาทหนึ่งตัวจะมีเส้นใยประสาทตืดต่อกับเซลล์ประสาทอื่นหรือในกลุ่มอื่นเป็นหมื่นๆ เส้นใย เนื่องจากมีการติดต่อกลับไปกลับมาระหว่างเซลล์ประสาทและระหว่างกลุ่มเซลล์ประสาท ทำให้ไม่ว่าจะปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็สามารถมีผลต่อสมองทั้งสมองได้ กลไกการทำงานของเซลล์สมองนี้เป็นไปตลอดเวลา เซลล์ประสาทแต่ละตัวจะทั้งรับข้อมูลเข้าและส่งออกในเวลาเดียวกัน ผลก็คือ ผลลัพธ์จากการทำงานหรือการโต้ตอบของเซลล์ประสาททั้งกลุ่มนั้น เซลล์ประสาททำงานตลอดเวลา ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองจะมีลักษณะเป็นคลื่นไฟฟ้าและเมื่อมีข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปในสมอง กระแสไฟฟ้าก็จะมีคลื่นความถี่ที่มีรูปแบบใหม่ที่สมองยังไม่เคยได้รับมาก่อน สมองก็จะหาเซลล์ประสาทกลุ่มใหม่และมีการสร้างเส้นใยประสาทหรือการติดต่อใหม่เพื่อที่จะจัดเก็บข้อมูลใหม่ๆ ไว้ในสมอง (ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์; และคนอื่นๆ. 2544:36-40) 'm a paragraph. Click here to add your own text and edit me. I'm a great place for you to tell your story and let your visitors know a little more about you.

 

ข้อมูลเรื่องพลศึกษาที่สังคมไทย ไม่ได้ให้ความสนใจ

UNESCO ให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัด Bangkok Agenda 2005 ประชุมเรื่องการรณรงค์ให้มีการสอนพลศึกษาและกีฬาในโรงเรียน ที่ข้อสรุปข้อที่ 3 ให้ภาคีสมาชิกทุกประเทศจัดให้มีการเรียนพลศึกษาสัปดาห์ละ 120 นาที ในปี 2005 และในปี 2015 ให้เพิ่มเป็น 180 นาทีต่อสัปดาห์ (ก.ศธ.ไม่มีการปฏิบัติ)

 

 

 

 

ข้อมูลเดิม - สมองพัฒนาได้สูงสุดอายุ 3 - 12 ขวบ

ข้อมูลใหม่ - มนุษย์สามารถพัฒนาสมองได้ตั้งแต่ทารกจนสูงวัย

(Lazar, 2011)

 - การออกกำลังกาย 35 นาที ก่อนเรียน

ทุกเช้านาน  3 เดือน มีผลต่อผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนทุกรายวิชา

(Ratey, 2012)

 

 

Everything your kid needs

Imagination พัฒนาจากสมองซีกขวา

 

 

 

 

Innovative sport & motor skills สามารถพัฒนาสมองสองซีกสู่          พหุปัญญา(Multiple intelligenc)